อ่าน The top secret ของ ทพ. สม สุจีรา ไปได้ประมาณครึ่งเล่มแล้วรู้สึกว่า
สิ่งที่เอามาอธิบายกฎแรงดึงดูดในหนังสือค่อนข้างจะเป็น conspiracy theory มากๆ
จับอันนั้นมารวมกับอันนี้ ช่วงแรกๆก็เหมือนจะพอพิสูจน์พอเข้าใจได้ หลังๆรู้สึกข้อแม้เริ่มเยอะขึ้นเรื่อย
ถ้ากฎแห่งแรงดึงดูดไม่เกิดขึ้นจริง ก็จะอ้างว่าเพราะข้อแม้อื่น requirement อื่นไม่ครบตามนั้น

โดยชวนตัวเชื่อว่า กฎแรงดึงดูด เกิดจากการที่ใจเราจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ทำให้เราเตรียมพร้อมและคอยมองหาโอกาสให้เกิดสิ่งๆนั้นขึ้นมา ก็เท่านั้นเอง

เหมือนที่ว่า "เราจะมองไม่เห็นมัน ถ้าเราไม่เคยคิดถึงมัน"

ใครคิดยังไงกันบ้าง หรือใครเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับ กฎแห่งแรงดึงดูด บ้าง

คุณลุงหูตึง

posted on 03 Nov 2009 18:43 by surat95  in Diary

มีเรื่องอยากเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่ง คนเราพออายุมากขึ้นทุกอย่างจะหย่อนหมด เหลือตึงอยู่อย่างเดียวคือ "หู" 

มีคุณลุงอายุสัก 70 ปีคนหนึ่ง เส้นประสาทหูเสื่อมมาที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจการได้ยิน หมอก็ทำการทดสอบการได้ยิน พบว่าเส้นประสาทเสื่อมตามอายุ จึงแนะนำให้คุณลุงใส่เครื่องช่วยฟัง หลังจากเจ้าหน้าที่ใส่เครื่องช่วยฟังให้คุณลุง ก็ถามคุณลุงว่า

"คุณลุงได้ยินชัดขึ้นไหม"

คุณลุงพยักหน้า

"ชอบไหมคุณลุง"

คุณลุงส่ายหัว "ได้ยินเสียง ฟู่ๆๆๆ"

ตอนนั้นผมยืนสังเกตการณ์อยู่ในห้อง ผมไม่เห็นได้ยินอะไรเลย คุณลุงได้ยินเสียงอะไร? เครื่องช่วยฟังมันไม่ค่อยดีหรือเปล่า

เจ้าหน้าที่พูดขึ้นมาว่า "เสียงแอร์นะ ลุง""คนเราพอหูตึงมานานๆ จะทำให้โลกเงียบ สิ่งที่คนทั่วไปได้ยินก็จะไม่ได้ยิน พอคุณลุงใส่เครื่องช่วยฟังก็เลยไม่ชิน" เจ้าหน้าที่พูดพลางเดินไปปิดแอร์ "ดีขึ้นไหมลุง"

จังหวะนั้น ผมเย็นซ่านขึ้นมาจากเท้า อธิบายความรู้สึกตัวเองไม่ถูก เหมือนการบรรลุ"ซาโทริ"ของ"เซน"โดยฉับพลัน นานแค่ไหนแล้วที่เราเคยชินกับบางอย่าง และนานแค่ไหนแล้วที่เราลืมคุยกับตัวเราเอง

ช่วงนี้เป็นเทศกาลกินเจ แต่เห็นแล้วกลับรู้สึกหงุดหงิด ขัดลูกหูลูกตายังไงก็ไม่รู้ 

อาจจะเป็นเพราะรู้สึก "ตลก" ที่มีหลายคนมากินเจอย่าง "เคร่งครัด" ในช่วงนี้ เนื้อหมูนิดเดียวหรือนมเนยนิดเดียวก็ไม่ได้ 

ถ้าคิดว่าหรือรู้ว่าการกินเจนั้นได้บุญ ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ ก็ควรจะทำมาตั้งนานแล้วไม่ใช่มาทำเอาช่วงเทศกาลมากมายเหลือเกินที่มากินเจเพราะเป็น "แฟชั่น" หรือ "การตลาด" เพียงหนึ่งช่วงเวลาในแต่ละปี คล้ายๆกับพวกงดเหล้าเข้าพรรษา

โดยส่วนตัวชื่นชมคนที่กินเจต่อเนื่อง เช่นทุกวันพฤหัสของสัปดาห์ อะไรแบบนี้มากกว่า ดูมีความตั้งใจ มีเหตุมีผล ถ้าถามว่าอาหารเจนั้นดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่ คงตอบว่าไม่จริงถ้าไม่เลือกกิน อาหารเจในปัจจุบันมากมายเหลือเกินที่ ทอดน้ำมัน จนอมน้ำมันมากเหลือเกิน

ถ้าถามว่ามาบ่นเพราะไม่ชอบกินเจหรือเปล่า มาบ่นเพราะหาร้านอาหารกินยากหรือเปล่า ตอบเลยว่าไม่ใช่ เพราะตัวเองนั้นกินได้ทุกอย่าง เผลอจะกินผักมากกว่าพวกที่มากินเจตามแฟชั่นหลายๆเท่าตัวนัก

ที่เขียนมา แค่รู้สึกว่าประเทศไทยชอบทำอะไรที่ "ไม่มีความหมาย" มากมายเหลือเกิน เช่น เคอิโงะ หมีแพนด้า เด็กชายหม่อง ส่วนอะไรๆที่สำคัญๆนั้นไม่รู้จักทำกัน

ทุกๆคนต่างมีฝัน

ทั้งฝันใกล้ และ ฝันไกล

ให้ข้อความนี้แทนกำลังใจ

แม้ฝันนั้นจะไกล

หรือโง่ เพียงใดก็ตาม 

ภาคภูมิใจ

posted on 29 Sep 2009 20:41 by surat95  in Quote
ไม่มีความภาคภูมิใจใด ที่ได้มาโดยปราศจากการฝึกซ้อม

โรคผู้หญิง คิดได้ไง

posted on 04 Feb 2009 00:34 by surat95  in Diary

วันนี้เจอคนไข้มาถอนฟัน


"ลุงมีโรคประจำตัวไหม"
"เป็นโรคปอด หมอว่าเป็นวัณโรค"
"แล้วลุงกินยาอยู่ไหม"
"กินอยู่ กินมาได้สามสี่เดือนแล้ว"
"หมอว่าต้องกินอีกนานเท่าไหร่ละ"
"ไม่รู้เหมือนกัน"
"นอกจากวัณโรคแล้วลุงเป็นโรคอะไรอีกไหม"
ลุงพูดเสียงเบาลง "โรคผู้หญิง"


----------------------------------------------------------------------------
ลุงทำไมไม่โทษตัวเองที่ทำอะไรไม่รู้จักป้องกัน แต่กลับไปโทษผู้หญิง
เป็นไงละโรคผู้หญิงของลุง โรคที่ไม่มีทางรักษาหายได้
โชคดีแล้วกันลุง
เฮ้อ.............

วัตถุนิยม

posted on 31 Jan 2009 09:39 by surat95  in Quote

"เมื่อมีใครออกแรงมาแล้วเราต้านไว้ นั่นคือเราก็ออกแรงเท่ากับเขา และเช่นเดียวกันเมื่อเราต่อต้านวัตถุนิยมเราก็ย่อมเป็นพวกวัตถุนิยมอย่างหนึ่ง"

 

แมงกะพรุนถนัดซ้าย

ประภาศ ชลศรานนท์

My twitter

posted on 21 Jan 2009 07:20 by surat95

My twitter

http://twitter.com/surat95

Buddhism and me

posted on 20 Jan 2009 07:18 by surat95  in Composed-by-me

1.

ผมเกิดมาในครอบครัวคนจีน นับถือศาสนาพุทธแค่ในใบสูติบัตรมาโดยตลอด เกิดมาในครอบครัวฐานะปานกลาง และเชื่อมาโดยตลอดว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องสร้างด้วยลำแข้งตัวเอง ไม่เคยสวดอ้อนวอนพระเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆเพื่อให้ได้มาสิ่งที่ต้องการ ครั้งหนึ่งก่อนสอบเข้าเรียน แม่พาไปไหว้พระ(พุทธรูป) ผมไปเพื่อความสบายใจของแม่ มือที่พนม ปากที่ขอพรในสิ่งที่ต้องการ แต่ในใจกลับเถียงอยู่ตลอดเวลาว่าถ้าผมสอบติดก็เพราะตัวผมเอง เพราะสองมือผมเอง เพราะก้อนสมองของตัวเราเอง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆไม่เกี่ยว ผมชอบวิชาสายวิทย์และเรียนสายวิทยาศาสตร์มาตลอด ตั้งแต่เด็กจนถึงมหาวิทยาลัย แต่..............

2.

สองอาทิตย์ที่แล้วผมได้มีโอกาสไปปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐาน มันทำให้มุมมองของผมในศาสนาพุทธทั้งกว้างและลึกขึ้นอย่างมาก การทำวิปัสสนากรรมฐานเป็นการเฝ้ามองการเคลื่อนไหวของทุกอริยาบทของร่างกาย ให้เรารู้เท่าทันทุกๆการเคลื่อนไหว มันคือการควบคุมจิตใจให้มีสติอยู่กับตัวตลอดเวลา พร้อมกับขณะที่เดินจงกลมและนั่งสมาธิเราจะรู้สึกถึงความเมื่อยล้า ความเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ แต่สักพักอาการต่างๆเหล่านี้ก็จะหายไป ทำให้รู้ว่าทุกสิ่งนั้นไม่เที่ยง อย่ายึดติด ศาสนาพุทธสอนให้เชื่อในกฎแห่งกรรม "ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ชั่วมีถมไป" อธิบายได้ด้วยหลักการการโยนหินลงน้ำ โยนหินดีลงสระน้ำกว่าน้ำจะกระเพื่อมไปถึงฝั่งต้องใช้เวลา โยนหินชั่วลงน้ำกว่าน้ำจะไปกระเพื่อมไปถึงฝั่งก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน กรรมดีกรรมชั่วก็เช่นกันกว่าจะเดินทางถึงฝั่งก็มีเวลาของมัน จะให้ทำดีได้ดีทันตาเห็นคงเป็นไปไม่ได้ พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้เชื่อในส่ิงที่พระพุทธองค์บอก แต่ให้ลองปฎิบัติตามสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ เช่นเดียวกันท่านไม่เคยสอนให้อ้อนวอนขอพรใดๆกับท่าน การกราบไหว้พระพุทธรูปเป็นเพียงการกราบไหว้แสดงความเคารพแสดงความนับถือ เหมือนที่เรากราบไหว้พ่อกับแม่เรานั้นเอง ศาสนาพุทธเชื่อในการเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิ ทั้งพรหม เทวดา มนุษย์ สัตว์เดรฉาน เปรต อสูรกาย โดยที่เราสามารถเห็นได้เพียงภพของมนุษย์และสัตว์เดรฉานเท่านั้น แต่ศาสนาพุทธอธิบายไว้ว่าภพของพรหมและเทวดานั้นยาวนานกว่าภพของมนุษย์มาก เวลาในภพของเทวดากับพรหมนั้นผ่านไปช้ามากเมื่อเทียบกับมนุษย์ ดังนั้นแล้วถ้าเทวดามีอยู่จริงจะเคลื่อนไหวช้ามากๆๆๆๆๆจนตาเราไม่สังเกตเห็น เช่นเดียวกันภพของเปรต อสุรกายนั้น เวลาเมื่อเทียบกับเวลาโลกแล้วเร็วมาก ถ้ามันมีจริงเปรตและอสุรกายจะเคลื่อนไหวเร็วมากจนตาเรามองไม่ทันเช่นกัน (อยากรู้รายละเอียดเพ่ิม ลองไปอ่านในหนังสือ ไอน์สไตน์พบพระพุทธเจ้าเห็น) จริงๆแล้วยังมีรายละเอียดอีกค่อนข้างมาก แต่มีข้อสังเกตหนึ่งคือทุกๆความเชื่อที่มีมาแต่โบราณของศาสนาพุทธนั้นจริงๆ แล้วมีคำอธิบาย แม้อาจจะยังไม่สามารถอธิบายทางวิทยาศาสตร์ แต่เราก็ไม่สามารถเถียงได้ว่ามันไม่จริง ไอน์สไตน์บอกไว้ว่าตัวเขาไม่นับถือศาสนาใดๆ แต่ชื่นชมศาสนาพุทธเป็นพิเศษ และกล่าวไว้ว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาของจักรวาล

1.

ถึงแม้ตอนนี้ผมยังไม่ได้เป็นพุทธศากนิกชนที่ดี ถึงแม้ผมจะยังไม่เชื่อทุกสิ่งทุกอย่างในศาสนาพุทธ แต่อย่างน้อยเมื่อมีคนถามว่าผมนับถือศาสนาอะไร ผมคงพอบอกได้มากกว่าสิ่งที่เขียนอยู่ในสูจิบัตร

Change we believe in!

posted on 15 Nov 2008 00:17 by surat95  in Article

 เมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว คนดำในสังคมอเมริกันยังต้องขึ้นรถเมล์ท้ายรถ ยังต้องแยกห้องน้ำกับคนผิวขาว

เวลาผ่านไปเพียงไม่ถึงครึ่งศตวรรษ ไม่น่าเชื่อว่าอเมริกาจะมีประธานาธิบดีเป็นคนผิวสี(ดำ)

"สังคมเปิดกว้าง ถ้าเราเปิดใจ"

 

Change we believe in!!