ดร. เกโกรรี่ เฮาส์ เป็นหัวหน้าแผนก วินิจฉัย ของ รพ.แห่งหนึ่งในนิวเจอร์ซี หมอเฮาส์ได้บอร์ดด้านการวินิจฉัยโรค โดยเชี่ยวชาญด้านการติดเชื้อ(infectious) และโรคไต(nephrology) ความโดดเด่นของหมอเฮาส์คือมีความสามารถอย่างสูงในการสืบเสาะจนได้มาถึงการวินิจฉัยโรคอันแม่นยำอันนำไปสู่การรักษาให้คนไข้หายจากโรค มีคนไข้น้อยรายมากที่เมื่อมาถึงมือหมอเฮาส์แล้วไม่สามารถรักษาได้ แต่ด้วยนิสัยส่วนตัว เช่น หลงตัวเอง (narcissistic) เชื่อว่าตัวเองถูก ความคิดตัวเองเป็นใหญ่ ใช้ทุกวิถีทางในการวินิจฉัยโรค แม้แต่วิธีที่จะผิดจริยธรรมทางการแพทย์ ทำให้หมอเฮาส์ไม่เป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนร่วมงาน ทั้งหมอด้วยกัน พยาบาล จนไปถึงคนไข้ด้วย

เมื่อครั้งจบจากโรงเรียนแพทย์มาได้ไม่นาน หมอเฮาส์ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬากอล์ฟ จึงไปพบแพทย์แต่แพทย์ไม่สามารถวินิจฉัยอาการได้ สุดท้ายกล้ามเนื้อ quadricep ของหมอเฮาส์ต้องตาย (infarction) ไปเนื่องจากรักษาได้ไม่ทันท่วงที แต่ความเจ็บปวดที่ขา (Phantom pain) ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้ หมอเฮาส์กลายเป็นหมอที่ต้องถือไม้เท้าอันหนึ่ง เดินขาเป๋ๆ พร้อมกับกินยา Vicodin อยู่ตลอดเวลา จนเป็นหมอติดยา เหตุการณ์นี้คงเป็นจุดเปลี่ยนที่ผลักดันให้หมอเฮาส์มีบุคลิกที่แปลกประหลาด และกระหายอยากวินิจฉัยโรคให้ได้ในทุกๆโรคไม่ว่าจะต้องใช้วิธีใดก็ตาม เพื่อไม่ให้มีคนไข้ที่ต้องประสบเจอเหมือนที่เขาเจอ

คติประจำตัวของหมอเฮาส์คือ “Everybody lies” และ “People never changes” ด้วยทัศนคติประจำตัวสองข้อนี้ทำให้หมอเฮาส์ไม่นิยมซักถามอาการจากคนไข้ เพราะเชื่อว่าคนไข้ทุกคนโกหก และถึงไม่โกหกก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร เพราะถ้ารู้ก็คงบอกมานานแล้ว และด้วยความคิดที่ว่าคนเราไม่เคยเปลี่ยน นำไปสู่การหาการวินิจฉัยโรคที่แอบงัดบ้านคนไข้เพื่อหาร่องรอยต่างๆ หรือว่าการเลือกที่จะ พูดแรงๆจี้ปมในใจของคนไข้เพื่อให้คนไข้แสดงนิสัยที่แท้จริงออกมา หรือเลือกที่จะดูที่อาการของโรคมากกว่าที่จะพูดคุยแบบหมอธรรมดาทั่วๆไป จนเป็นที่มาของคำว่า “Everybody lies but symptoms never lie” หรือแม้แต่บ้างครั้งที่หมอเฮาส์ไม่สามารถให้การวินิจฉัยโรค หมอเฮาส์ถึงกับพูดว่า "Tests take time. Treatment's quicker." ซึ่งเป็นเรื่องที่หมิ่นเหม่กับจริยธรรมทางการแพทย์ แต่ในอีกแง่หนึ่งโรคบ้างโรคที่ถ้ารอจนได้ผลการวินิจฉัยที่แน่นอนแล้วอาจจะไม่ทันท่วงทีในการรักษา หรือถึงรักษาหายแต่ความพิการบ้างอย่างเกิดขึ้นอย่างถาวร ทำให้คนไข้เหมือนตายทั้งเป็น เหมือนกับที่หมอเฮาส์ต้องสูญเสียขาของเขาไป

ถึงดูภายนอกหมอเฮาส์จะเป็นคนที่แข็งกร้าว อยากเอาชนะ พูดจาขวานผ่าซาก ไม่คิดถึงจิตใจของคนไข้ ทำเรื่องที่หมิ่นเหม่กับจริยธรรมทางการแพทย์ แต่ทุกครั้งหลังจากวินิจฉัยโรคได้แล้ว รักษาคนไข้ให้หายจากโรคได้แล้ว หมอเฮาส์จะกลับบ้านพร้อมกับ หยิบกีตาร์ หรือนั่งเล่นเปียโน ค่อยๆปล่อยใจไปกับเสียงเพลง ค่อยๆนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา ผ่อนคลายอารมณ์แสดงความอ่อนโยนภายในจิตใจ เหมือนจะสื่อให้โลกรู้ว่า “สิ่งที่ฉันแสดงออกไป ทำออกไป เพราะการดูแลรักษาคนไข้มันไม่สามารถ compromise ได้” 

เราได้อะไรจากเรื่องราวชีวิตของหมอเฮาส์บ้าง สิ่งที่หมอเฮาส์ทำทุกอย่างแทบจะขัดความเป็นแพทย์ที่ีเราได้รับการอบรมสั่งสอนมา หมอเฮาส์ไม่มีการรักษาคนไข้ด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ หมอเฮาส์แทบจะไม่ให้สิทธิ์คนไข้ในการตัดสินใจ แต่สิ่งที่หมอเฮาส์มีและหมอทุกคนควรจะมีคือ หมอเฮาส์มีใจอยากจะรักษาคนไข้ให้หายจากโรคและที่สำคัญหมอเฮาส์มีความรู้และความสามารถที่จะทำมันได้ บางครั้งความรู้อาจจะไม่ใช่ทุกอย่างของการเป็นแพทย์ที่ดี แต่ความรู้ก็เป็นส่วนหนึ่งและเป็นส่วนที่สำคัญของการที่จะเป็นแพทย์ที่ดีเช่นกัน และบางครั้งการเป็นหมอที่พูดจาดี รับฟัง เห็นอกเห็นใจคนไข้ ก็เป็นเพียงเกราะกำบังความ”ไม่รู้”ที่หมอมีเท่านั้นเอง 

“Humility is an important quality. Especially if you're wrong a lot....
Of course, when you're right, self-doubt doesn't help anybody, does it?"

 
There are two ways of spreading light: to be the candle or the mirror that reflects it. Edith Wharton, Vesalius in Zante

เทียนไขแสดงตัวตนของตัวเอง ทำในสิ่งที่ชีวิตต้องการ ยอมแลกแสงไฟกับการเผาไหม้ตัวเอง เทียนอาจจะหมดเล่ม ลมอาจพัดไฟดับไปก่อน แต่แม้ไฟมันจะสว่างชั่วคราวหรือดับไป มันก็ยังเป็นแสงสว่างจากตัวเรา

กระจกเงาไม่ต้องเผาไหม้ตัวเอง เปล่งแสงโดยการสะท้อนตัวตนของคนอื่นออกมา ใช้ชีิวิตตามแบบคนอื่น ถ้าเลือกสปอตไลท์ดวงใหญ่แสงสะท้อนก็จ้าสว่างไสว แต่ถึงกระจกจะสะท้อนแสงจ้าเพียงใดมันก็ไม่ใช่แสงที่มาจากตัวเรา

แล้วทุกคนอยากเปล่งแสงแบบไหน เทียนไข หรือ กระจกเงา.........

จะเหนื่อยไปไหน

posted on 04 May 2012 09:57 by surat95 in Diary
เปิดเทอมเรียนแพทย์มาได้ 2 เดือนละ
 
เหมือนอยากได้ทุกอย่างกลับมา จากชีวิตที่หายไป
 
อยากได้ชีวิตมหาลัยที่หาไม่ได้ที่จุฬา
อยากได้ความรู้ที่ทำให้กระเสือกกระสนกลับมาเรียนตรีอีกรอบ
อยากเล่นกีฬาทุกวัน อยากเล่นหมากรุก อยากเล่นหมากล้อม
และที่สำคัญก็ยังอยากขึ้นห้องผ่าตัด อยากทำงาน
อยากได้เงินเหมือนเดิม
 
คนเราจะสามารถทำอะไรพร้อมๆกันได้กี่อย่างกันเชียว
 
ดูคนอื่นที่เรียนพอเลิกสี่ห้าโมง ก็ยังได้ไปพักผ่อนก่อนทำงานกลุ่ม
เสาร์ อาทิตย์ ก็ยังได้หยุดพัก
 
แต่ดูตัวเราเอง เลิกเรียน วิ่งไปทำคลินิก ขับรถไปทำงานในเมือง
กลับมาทำงานกลุ่มต่อ เสาร์-อาทิตย์ บินกลับไปทำงานกรุงเทพ
เช้าวันจันทร์ตื่นแต่ตีห้า นั่งเครื่องบินกลับมาให้ทันเรียน 8 โมง
 
เย็นวันไหนว่าง ก็ไปเตะบอล เล่นบาส ตีแบต
ชีวิตจะเหนื่อยไปไหน
 
ลองดูอีกสักพักแล้วกัน
นั่งเพลินๆคิดเรื่อยเปื่อย
 
คิดถึงวันที่ประกาศผล ENT เมื่อ 10 ปีที่แล้ว จะมีสักกี่คนที่เป็นอย่างเราในตอนนั้น
อยากเรียนวิศวะแทบขาดใจ เลือกวิศวะสามอันดับ 
1. วิศวะคอม จุฬา
2. ทันตแพทย์ จุฬา
3. วิศวะ เกษตร
4. วิศวะ ลาดกระบัง
 
นั่งดูผลสอบอยู่หน้าคอม เข้า web www.catcha.com ในตอนนั้น
สมัยนั้นยังเป็น internet 56k คนเข้าเยอะมาก web ล่มแล้วล่มอีก
เพื่อนโทรมาบอกว่าติด ทันตแพทย์ จุฬา ได้ยินแล้วใจหายวูบ............
 
ยังไม่ยอมเชื่อ นั่งหน้าคอมใส่รหัสประจำตัวสอบเข้าไปอีก คลิ๊ก..........
คุณสอบติดคณะ ทันตแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 
น้ำใสๆหยดลงที่แป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ 
 
พ่อแม่ที่ยืนอยู่ข้างหลังคงทำอะไรไม่ถูก............
ลุกจากคอม เดินขึ้นห้องไปทันใด 
 
พอเริ่มทำใจได้ มาหารายละเอียดเกี่ยวกับคณะทันตแพทย์
พึ่งรู้ว่ามันเรียน 6 ปี ไม่เคยรู้มาก่อนในชีวิตจริงๆ 
จะมีสักกี่คนที่เป็นอย่างเราในตอนนั้น มาถึงตอนนี้เวลาผ่านไปสิบปีแล้ว
ทันตแพทย์ก็เป็นแล้ว เรียนเฉพาะทางก็เรียนแล้ว 
แต่เมื่อนึกขึ้นมาทีไร ก็ยังเสียใจมิคลายสักที

3 ปี กลับมายังที่เดิม กับความทรงจำสีจาง

 

.

.

.

 

ออกจากที่นี้ ในวันที่เกือบจะมีทุกอย่างพร้อม....พร้อมกับความฝัน 

กลับมายืนที่เดิม ในวันที่แทบจะไม่เหลืออะไรสักอย่าง...พร้อมกับความฝัน....ที่ยังมองไม่เห็น

 

เหนื่อยเหลือเกิน.....เกินจะทน

เดินมาไกลเหลือเกิน....เกินจะกลับ

 

ผิดหวัง ก็ยังหวัง

ฝันไกล ก็ยังฝัน

 

ขอเดินต่ออีกนิด........แล้วจะกลับบ้าน.........แล้วจะเอาฝันไปฝาก

งานเลี้ยงรุ่น

posted on 15 Dec 2010 01:07 by surat95

-1-

 

ทุกครั้งเมื่อวัน Follow up คนไข้มาถึง ผมมักจะพบว่าหน้าตาของอาจารย์มีความสุขเสมอแม้ว่าคนไข้จะเยอะมากแค่ไหนก็ตาม และพร้อมกับคำพูดติดปากว่า "มา วันนี้มาลุยกัน" 

 

-2-

 

วันนี้คนไข้ขากรรไกรหักที่รักษาด้วยการด้ามเหล็กได้กลับมาติดตามผลการรักษาตามนัด พร้อมกับ archbar ที่ยังติดอยู่กับฟันในปาก คนไข้กลับมาด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้ม ยังคุยเก่งไม่เคยเปลี่ยน มันทำให้ผมคิดไปถึงครั้งแรกที่ผมได้เจอกับคนไข้รายนี้

 

ที่ห้องฉุกเฉินคนไข้นอนอยู่เป็นเตียงเปล เลือดไหลซึมจากแผลที่แก้มเปรอะเต็มหมอนไปหมด คนไข้สติยังไม่ค่อยเต็มนัก ถามตอบไม่รู้เรื่อง มองไปที่คอและอกของคนไข้เห็นรอยจ้ำเลือดเต็มไปหมด

 

วันนี้ทำการถอด archbar ให้กับคนไข้ คนไข้กัดฟันได้เหมือนเดิมแล้ว มีแค่อาการชาที่ยังหลงเหลืออยู่กับเหงือกที่ยังอักเสบอยู่บ้าง ผมได้พูดคุยแนะนำสิ่งต่างๆกับคนไข้และบอกกับเขาว่าอีก 2 อาทิตย์เจอกัน หมอขอดูหน่อยว่าเหงือกที่บวมกับอาการชามันดีขึ้นหรือไม่

 

"ผมกำลังจะได้งานที่พิจิตรแล้ว อาจจะไม่สะดวกมาแล้ว" คนไข้ตอบกลับมา

 

ได้ฟังแล้วใจหายขึ้นมาทันที ภาพเหตุการณ์ตอนพบคนไข้ครั้งแรกที่ห้องฉุกเฉิน ตอนไปเยี่ยมคนไข้ที่หอผู้ป่วย ค่า LAB ผลเลือดต่างๆ จนถึงเหตุการณ์ในห้องผ่าตัดลอยขึ้นมาทันใด

 

ผมตอบไปว่า "ไม่เป็นไร หมอออกใบนัดให้แล้วกัน อยากให้กลับมาให้หมอดูนะ แต่ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร ไม่ได้มีอะไรที่เป็นหนักแล้วละ ถ้ากลับมาจากพิจิตรเมื่อไหร่แวะมาให้หมอดูหน่อยแล้วกัน หมออยากเจอ"

 

"ถ้าอย่างนั้นหมอขอถ่ายรูปไว้หน่อยนะ" ผมนั่งลงถ่ายรูปคนไข้

 

น้องผมถามว่า "พี่จะเก็บเป็นเคสสอบหรอ"

"เปล่าหรอก ถ่ายเก็บไว้เฉยๆ" ผมหมายความอย่างนั้นจริงๆ ผมเก็บไว้เป็นความทรงจำ

 

-1-

ทุกครั้งที่ถึงวัน Follow up ผู้ป่วย ผมจะพบว่าอาจารย์สามารถเล่าเรื่องของคนไข้แทบจะทุกคนให้ผมฟัง ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอผู้ป่วย การรักษา การผ่าตัดที่ทำไป จนถึงภาวะแทรกซ้อนต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานแค่ไหน จะแค่ 3 เดือน จนถึง 5 ปี  หรือ 10 ปี มากี่ครั้งๆทุกครั้งอาจารย์ก็ยังจะเล่าซ้ำๆถึงเรื่องราวเดิมๆวนไปเวียนมา มันคงเป็นภาพความทรงจำที่ผุดขึ้นมา

 

ผมเคยสงสัยว่า ทำไมอาจารย์ถึงจำคนไข้ได้แทบจะทุกคนทั้งๆที่จำนวนคนไข้ไม่ใช่น้อยเลย

จนถึงวันนี้ วันที่ผมได้รับผิดชอบได้ทำการผ่าตัดให้คนไข้ด้วยตัวเองจริงๆ ผมถึงได้เข้าใจสิ่งที่อาจารย์ถามเสมอว่า "เคสนี้มีความพิเศษอย่างไร" ไม่ใช่แค่วินิจฉัยโรคว่าอย่างไร เพราะการวินิจฉัยโรคนั้นซ้ำกันได้ แต่ความพิเศษของคนไข้แต่ละคนนั้นต่างกันออกไป

 

ทุกครั้งที่อาจารย์เจอคนไข้ที่ติดตามผลการรักษากันมาต่อเนื่องยาวนาน จากสองอาทิตย์ครั้ง เดือนละครั้ง ยืดยาวออกไปสามเดือน หกเดือน จนถึงปีละครั้ง อาจารย์จะยิ้มและเล่าเรื่องราวเมื่อครั้งก่อนอย่างออกรสออกชาติเสมอ เหมือนเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานานเล่าถึงความหลังเมื่อครั้งยังเยาว์วัยที่วิ่งซนด้วยกันมา จริงๆแล้ววัน Follow up ก็เหมือนวันเลี้ยงรุ่นของอาจารย์วันหนึ่งนั้นเอง เพราะอย่างนั้นมั๊ง อาจารย์จึงมีความสุขทุกครั้งที่ถึงวันนี้ แม้ว่ามันจะเป็นวันที่ต้องเหนื่อยและเป็นวันที่คนไข้จะมากแค่ไหนก็ตาม และ "มา วันนี้มาลุยกัน"

 

-2-

เวลาไม่เคยหยุดเดิน สายน้ำไม่เคยหยุดไหล ผมกำลังจะจากไปทั้งๆที่ผมยังไม่เห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นหรือแย่ลงของคนไข้ทุกๆคนที่ผมรักษา ที่ผมผ่าตัดไป มันน่าใจหายและน่าเสียใจ ผมคงกำลังอยากมีงานเลี้ยงรุ่นแบบนั้นบ้าง งานพบเพื่อนเก่า 5 ปี 10 ปีของผม 

 

ผมกำลังจะเดินทางอีกครั้ง

 

และนี้แหละคือชีวิต นี้แหละคือชีวิต นี้แหละคือชีวิต.............

 

เป็ดขี้เหร่

posted on 22 Nov 2010 20:17 by surat95

เป็ดขี้เหร่กลายเป็นหงส์ได้เพราะเนื้อแท้มันเป็นหงส์ แต่เป็ดธรรมดาอยากกลายเป็นหงส์ต้องทำยังไง

To the Editor:—As a proud single-degree oral and maxillofacial

surgeon (OMS), I am amazed that there are still OMSs

who are attempting to discredit single-degree oral surgeons.

I respect Dr Bagheri, whom I know is an influential oral

surgeon, but I am disappointed by his including himself in

such a letter.1

May I remind Drs Meyer and Bagheri that our specialty

has enough problems dealing with ear/nose/throat and plastic

surgeons regarding privileges; now our specialty is discrediting

itself. As all OMSs are aware, issues and confusion

come up with the medical community for single- and dualdegree

surgeons alike.

I did my oral surgery residency at the University of Maryland

under the direction of Bob Ord, DDS, MD. I was one of

his only 4-year residents, but not for a moment did he

consider me to be beneath his dual-degree residents. He

expected the same medical and surgical knowledge from

me as he did from everyone else. He and his colleagues

prepared all of us to be board-certified oral and maxillofacial

surgeons. I would like to remind Drs Meyer and Bagheri that

all oral surgeons have the capability and knowledge to treat

any medically compromised patient, and most of us know

our limitations. I have had privileges at 5 major hospitals

without anyone questioning my potential to care for patients.

I am one of approximately only 20 California oral

surgeons who holds the cosmetic surgery license for fullscope

cosmetic surgery, and I certainly do a fair share of

orthognathic and trauma surgery, just like my counterpart

dual-degree surgeons. I respect my friends who are dualdegree

surgeons, and I appreciate their knowledge and

dedication, but I refuse to accept that I am less of a doctor

and oral surgeon because I do not have a medical degree. It

is a personal choice to earn the medical degree, and we are

fortunate that the American Association of Oral and Maxillofacial

Surgeons allows us to choose whether it is appropriate

for us. I also have accepted the fact that I may not be

able to do full-body cosmetics or microvascular surgery or

change specialties to ear/nose/throat or plastics (as some

dual-degree OMSs do). I also have no problem with not

being a fellow of the American College of Surgeons (FACS).

Surgeons who are FACSs should be proud of their achievement,

and I am likewise proud of them, but it should be a

personal choice, just as many medical surgeons are not part

of the FACS.

In response to Drs Meyer and Bagheri, the American

Association of Oral and Maxillofacial Surgeons has already

lit the candle, and there are no curses of darkness; we are

doing just fine the way we are. Let us not take a step back

and give fire to the medical community by attacking our

own. Let’s write letters and articles to congratulate and

promote surgeons who have done wonderful things for our

specialty, whether single or dual degree.

ARSHIYA SHARAFI, DDS

San Diego, CA

In reply:—Perhaps Dr Sharafi has misinterpreted the main

point of our letter, which was not an attempt “to discredit

the single-degree oral [and maxillofacial] surgeons.”

It was to encourage those in a position to make

decisions regarding the training of the oral and maxillofacial

surgeon (OMFS) to give the trainees the foundation

of a good surgical education that will not place limitations

on the future careers of said trainees.

Dr Sharafi concedes that during his training under Robert

Ord, DDS, MD, that “he [Dr Ord] expected the same medical

and surgical knowledge from me [Dr Sharafi] as he did

for everyone else” (dual-degree residents?). What he does

not state or know is what might have been the nature of his

training had his department chair not been a double-degree

OMFS. Would the demands and the level of the training

have been the same? Who really knows? As a former oral

and maxillofacial surgery (OMS) department chair, one of us

(RAM) can definitely state that the advancement or evolution

of a specialty depends on acquisition of better training

and greater knowledge. Although the medical degree may

not in and of itself make one a more technically adept

surgeon (there are many skillful single-degree OMFSs), it

certainly does enhance one’s medical knowledge, which

reflects on overall patient care. One should not attempt to

diminish the value of the dual-degree for OMFSs by stating

that “We all (single or dual degree) have the same training.”

Perhaps we are all equally skilled at performing OMS operations;

however, the basic medical knowledge and exposure

to patient care are not in reality the same for the

single-degree as for the dual-degree OMFS; the only acceptable

level of knowledge expected in any residency training

doi:10.1016/j.joms.2010.07.003

ล้มเหลว

posted on 25 Oct 2010 10:45 by surat95
การจะรับคนเข้ามาเรียนในสถาบันใดๆสักแห่ง อาจารย์ที่เลือกก็ย่อมจะต้องการคนที่เก่ง คนที่เข้ามาแล้วร่วมงานกันได้ หรือว่าคนที่จบไปแล้วอยู่ในสถานที่ๆดี ที่จะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพที่ร่่ำเรียนมา และทำชื่อเสียงให้กับสถาบันที่จบมาได้
 
แต่ใครจะรู้ว่ามีเหตุผลอีกข้อที่เลือกใครสักคนเข้ามาเรียน
 
 
"เหตุผลเดียวที่เรารับคนๆนี้เข้ามาเรียน เพียงเพราะเขาเคยล้มเหลวมาแล้วครั้งหนึ่งในชีวิต และเขาไม่สามารถจะทนรับความล้มเหลวครั้งที่สองในชีวิตได้ เราจึงยอมแบกรับไว้เอง"
 
----------------------------------
 
น้ำใสๆหยดลงมา.............

รอ

posted on 25 Oct 2010 10:43 by surat95

คำถาม: คนหนึ่งคนจะรอคนอีกคนได้นานแค่ไหน

คำตอบ: "คนๆหนึ่งจะรอได้นานแค่ไหน ในเมื่อคนที่เรารอไม่เคยรู้เลยว่ามีคนรออยู่"