งานเลี้ยงรุ่น

posted on 15 Dec 2010 01:07 by surat95

-1-

 

ทุกครั้งเมื่อวัน Follow up คนไข้มาถึง ผมมักจะพบว่าหน้าตาของอาจารย์มีความสุขเสมอแม้ว่าคนไข้จะเยอะมากแค่ไหนก็ตาม และพร้อมกับคำพูดติดปากว่า "มา วันนี้มาลุยกัน" 

 

-2-

 

วันนี้คนไข้ขากรรไกรหักที่รักษาด้วยการด้ามเหล็กได้กลับมาติดตามผลการรักษาตามนัด พร้อมกับ archbar ที่ยังติดอยู่กับฟันในปาก คนไข้กลับมาด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้ม ยังคุยเก่งไม่เคยเปลี่ยน มันทำให้ผมคิดไปถึงครั้งแรกที่ผมได้เจอกับคนไข้รายนี้

 

ที่ห้องฉุกเฉินคนไข้นอนอยู่เป็นเตียงเปล เลือดไหลซึมจากแผลที่แก้มเปรอะเต็มหมอนไปหมด คนไข้สติยังไม่ค่อยเต็มนัก ถามตอบไม่รู้เรื่อง มองไปที่คอและอกของคนไข้เห็นรอยจ้ำเลือดเต็มไปหมด

 

วันนี้ทำการถอด archbar ให้กับคนไข้ คนไข้กัดฟันได้เหมือนเดิมแล้ว มีแค่อาการชาที่ยังหลงเหลืออยู่กับเหงือกที่ยังอักเสบอยู่บ้าง ผมได้พูดคุยแนะนำสิ่งต่างๆกับคนไข้และบอกกับเขาว่าอีก 2 อาทิตย์เจอกัน หมอขอดูหน่อยว่าเหงือกที่บวมกับอาการชามันดีขึ้นหรือไม่

 

"ผมกำลังจะได้งานที่พิจิตรแล้ว อาจจะไม่สะดวกมาแล้ว" คนไข้ตอบกลับมา

 

ได้ฟังแล้วใจหายขึ้นมาทันที ภาพเหตุการณ์ตอนพบคนไข้ครั้งแรกที่ห้องฉุกเฉิน ตอนไปเยี่ยมคนไข้ที่หอผู้ป่วย ค่า LAB ผลเลือดต่างๆ จนถึงเหตุการณ์ในห้องผ่าตัดลอยขึ้นมาทันใด

 

ผมตอบไปว่า "ไม่เป็นไร หมอออกใบนัดให้แล้วกัน อยากให้กลับมาให้หมอดูนะ แต่ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร ไม่ได้มีอะไรที่เป็นหนักแล้วละ ถ้ากลับมาจากพิจิตรเมื่อไหร่แวะมาให้หมอดูหน่อยแล้วกัน หมออยากเจอ"

 

"ถ้าอย่างนั้นหมอขอถ่ายรูปไว้หน่อยนะ" ผมนั่งลงถ่ายรูปคนไข้

 

น้องผมถามว่า "พี่จะเก็บเป็นเคสสอบหรอ"

"เปล่าหรอก ถ่ายเก็บไว้เฉยๆ" ผมหมายความอย่างนั้นจริงๆ ผมเก็บไว้เป็นความทรงจำ

 

-1-

ทุกครั้งที่ถึงวัน Follow up ผู้ป่วย ผมจะพบว่าอาจารย์สามารถเล่าเรื่องของคนไข้แทบจะทุกคนให้ผมฟัง ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอผู้ป่วย การรักษา การผ่าตัดที่ทำไป จนถึงภาวะแทรกซ้อนต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานแค่ไหน จะแค่ 3 เดือน จนถึง 5 ปี  หรือ 10 ปี มากี่ครั้งๆทุกครั้งอาจารย์ก็ยังจะเล่าซ้ำๆถึงเรื่องราวเดิมๆวนไปเวียนมา มันคงเป็นภาพความทรงจำที่ผุดขึ้นมา

 

ผมเคยสงสัยว่า ทำไมอาจารย์ถึงจำคนไข้ได้แทบจะทุกคนทั้งๆที่จำนวนคนไข้ไม่ใช่น้อยเลย

จนถึงวันนี้ วันที่ผมได้รับผิดชอบได้ทำการผ่าตัดให้คนไข้ด้วยตัวเองจริงๆ ผมถึงได้เข้าใจสิ่งที่อาจารย์ถามเสมอว่า "เคสนี้มีความพิเศษอย่างไร" ไม่ใช่แค่วินิจฉัยโรคว่าอย่างไร เพราะการวินิจฉัยโรคนั้นซ้ำกันได้ แต่ความพิเศษของคนไข้แต่ละคนนั้นต่างกันออกไป

 

ทุกครั้งที่อาจารย์เจอคนไข้ที่ติดตามผลการรักษากันมาต่อเนื่องยาวนาน จากสองอาทิตย์ครั้ง เดือนละครั้ง ยืดยาวออกไปสามเดือน หกเดือน จนถึงปีละครั้ง อาจารย์จะยิ้มและเล่าเรื่องราวเมื่อครั้งก่อนอย่างออกรสออกชาติเสมอ เหมือนเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานานเล่าถึงความหลังเมื่อครั้งยังเยาว์วัยที่วิ่งซนด้วยกันมา จริงๆแล้ววัน Follow up ก็เหมือนวันเลี้ยงรุ่นของอาจารย์วันหนึ่งนั้นเอง เพราะอย่างนั้นมั๊ง อาจารย์จึงมีความสุขทุกครั้งที่ถึงวันนี้ แม้ว่ามันจะเป็นวันที่ต้องเหนื่อยและเป็นวันที่คนไข้จะมากแค่ไหนก็ตาม และ "มา วันนี้มาลุยกัน"

 

-2-

เวลาไม่เคยหยุดเดิน สายน้ำไม่เคยหยุดไหล ผมกำลังจะจากไปทั้งๆที่ผมยังไม่เห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นหรือแย่ลงของคนไข้ทุกๆคนที่ผมรักษา ที่ผมผ่าตัดไป มันน่าใจหายและน่าเสียใจ ผมคงกำลังอยากมีงานเลี้ยงรุ่นแบบนั้นบ้าง งานพบเพื่อนเก่า 5 ปี 10 ปีของผม 

 

ผมกำลังจะเดินทางอีกครั้ง

 

และนี้แหละคือชีวิต นี้แหละคือชีวิต นี้แหละคือชีวิต.............

 

Comment

Comment:

Tweet


การเดินทางนี้ ดีจังนะคะsurprised smile

#1 By katak on 2010-12-15 11:12